The 12 Foundations
ตอนไป Odd-e Gathering ที่ผ่านมา ทุกวันก็จะเป็น Open Space ที่พวกเราได้แบ่งปันความรู้กัน ทั้งเรื่องการโค้ชและการทำ Software หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ เราก็ไปดื่มกันต่อที่บาร์ใต้โรงแรม แล้ว Terry Yin ก็ได้แบ่งปันเรื่อง The 12 Foundations ของ Scott Young ให้ผมรู้จัก Terry ยังชมผมด้วยว่า ผมเป็นคนที่ทำ Foundations เหล่านี้ได้ดี และถามผมว่าเทคนิคของผมคืออะไร
ในยุคที่ AI เข้ามาช่วยให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น จนบางทีก็ทำให้ผมขี้เกียจทำอะไรไปซะทุกอย่าง แต่ 12 Foundations นี้ เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถให้ AI ช่วยทำแทนได้ ถ้าอยากได้ผลลัพธ์เราต้องลงมือทำด้วยตัวเอง มาดูกันก่อนครับว่า 12 อย่างนี้มีอะไรบ้าง
12 Foundations มีอะไรบ้าง?
- Fitness: ออกกำลังกาย
- Productivity: จัดการงานอย่าให้ตกหล่น
- Money: ติดตามบัญชีรายรับ-รายจ่าย
- Food: ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน
- Reading: อ่านหนังสือพัฒนาตนเอง
- Outreach: ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ ๆ
- Sleep: นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- Reflection: ทบทวนและเขียนความคิดออกมา
- Connection: กระชับสายสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
- Focus: ฝึกการมีสมาธิและจดจ่อ
- Organization: จัดระเบียบสิ่งของและพื้นที่
- Service: ทำความดีให้คนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
ผมทำอย่างไร?
พอผมได้รู้จัก 12 Foundations แล้ว ผมก็ลองมานั่งนึกดูว่าที่ผ่านมาผมทำมันอย่างไร สิ่งที่ชัดเจนขึ้นมาในหัวอย่างแรกเลยคือ "ผมทำมันไปทำไม" ก่อนเป็นอันดับแรก
คนที่มี Why ที่ชัดเจน จะทนได้กับทุก How
ทำไมผมถึงทำมันได้อย่างสม่ำเสมอ? เพราะผมเชื่อว่า Ikigai (เหตุผลของการมีชีวิตอยู่) จะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี เหมือนอาหารกายที่มี 5 หมู่ อาหารใจก็มี 4 หมู่เหมือนกัน คือ:
- มีเงินพอใช้
- ได้ทำสิ่งที่ฉันเก่ง
- ได้ทำสิ่งที่ฉันรัก
- ได้ทำให้โลกนี้ดีขึ้น
จากความเชื่อนี้ ทำให้ผมหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่า งานอดิเรกรวมกับงานประจำของผมนั้นมีครบทั้ง 4 หมู่ไหม ถ้าขาดอะไรไปก็ค่อยเติมอันนั้น เหมือนการกินวิตามินเลยครับ ไม่จำเป็นต้องกินทุกวัน แต่ถ้าขาดหมู่ไหนนาน ๆ ก็คงไม่ดี
พอผมลองไล่ตามหลัก Ikigai ผมก็พบว่าตัวเองได้ทำ:
- ฝึกฝนให้เก่ง: ออกกำลังกาย, อ่านหนังสือ
- ทำให้โลกดีขึ้น: ทำความดีให้คนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
- ทำให้เงินพอใช้: ติดตามค่าใช้จ่าย
แค่นี้ก็เก็บไปได้ 4 จาก 12 ข้อแล้วครับ
อีกหนึ่งความโชคดีของผมคือ ผมได้รับสมุด The 5 Minute Journal เป็นของขวัญวันเกิดจากน้องสาวเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มันเป็นสมุดที่ให้เราเขียนบันทึก 5 นาทีหลังตื่นนอน และ 5 นาทีก่อนเข้านอน หนังสือเล่มนี้สอนว่า 5 นาทีหลังตื่นนอนจะกำหนดทิศทางของชีวิตตลอดทั้งวัน และ 5 นาทีสุดท้ายก่อนนอนจะกำหนดทิศทางของความฝันตลอดทั้งคืน
พอได้ลองใช้ก็ติดเลยครับ เรียกว่าอยากจะเลิกก็เลิกยาก เพราะพอไม่ได้เขียนสักอาทิตย์หนึ่ง ก็จะรู้สึกได้ทันทีว่าสุขภาพจิตไม่สดใสเท่าเดิม สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะหยิบมาเขียนต่อโดยอัตโนมัติ พอได้ใช้สมุดเล่มนี้ ผมก็ได้เก็บเพิ่มอีก 2 ข้อ คือ:
- Focus: ฝึกการโฟกัส
- Reflection: ทบทวนและเขียนความคิดออกมา
อย่างสุดท้ายเป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากคอร์สปรัชญาเต๋า คือ "อย่าฝืน" อยากทำอะไรก็ทำ แต่ให้ลองค่อย ๆ เพิ่มทีละนิด แล้วเราก็จะพบว่า มากเกินไปก็เป็นทุกข์ น้อยเกินไปก็เป็นทุกข์ แล้วเส้นทางที่พอดีกับตัวเราก็จะปรากฏขึ้นมาเอง
เมื่อได้รู้ดังนี้ ผมจึงเรียนรู้ที่จะหาสมดุลระหว่าง "การอ่อนโยนกับตัวเองในปัจจุบัน" (เช่น การนอนพักผ่อน หรือกินของอร่อยที่อยากกิน) กับ "การอ่อนโยนกับตัวเองในอนาคต" (เช่น การออกกำลังกาย, กินอาหารที่มีประโยชน์, อ่านหนังสือ) เพราะผมไม่ใช่แค่อยากมีอนาคตที่สดใสเท่านั้น แต่ผมอยากให้ตัวเองมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ในอนาคตนั้นด้วยครับ
ส่วนสิ่งที่ผมคิดว่าตัวเองยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก คือเรื่องการสานสัมพันธ์กับคนอื่นและการหาเพื่อนใหม่ ซึ่งก็คงต้องค่อย ๆ พัฒนาต่อไปครับ