Dopamine
เวลาผมเจอคำถามว่า “ชอบช่วงเวลาไหนที่สุดในชีวิต?” คำตอบของผมคือ “ช่วงนี้แหละ” ช่วงที่อายุ 44 ปี แล้วเริ่มเห็นร่างกายส่งสัญญาณเตือนต่าง ๆ ว่าเราไม่ใช่คนหนุ่มอีกต่อไป เดี๋ยวนี้เวลาเด็กรุ่นหนุ่มสาวเขาจัด User Segment กัน ช่วงอายุของผมมักจะไปกองอยู่กล่องสุดท้าย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของการเข้าสู่ช่วงบั้นปลายชีวิตได้เป็นอย่างดี
หนวดหงอก
หนวดหงอก เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่คอยเตือนทุกครั้งที่ผมส่องกระจก แต่ผมกลับรู้สึกโชคดีทุกครั้งที่ได้เห็นมัน เพราะมันเป็นสิ่งที่บอกว่าอายุเฉลี่ยของคนเรายาวนานขึ้น คนสมัยก่อนถ้าอายุยืนจนมีโอกาสได้เห็นหนวดหงอกของตัวเอง ถือว่าเป็นคนส่วนน้อยที่โชคดีมาก ๆ
สัญชาตญาณในแต่ละวัย
ตั้งแต่เด็ก ๆ ผมมักจะวิ่งตามสัญชาตญาณ ยิ่งตอนนี้ได้เลี้ยง "ชวิน" (ลูกชายวัย 12 ปี) ด้วยแล้ว ยิ่งเห็นภาพชัดขึ้น ตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ ที่ชอบวิ่งหนีความปลอดภัยออกไปผจญภัย (จนทำให้พ่อแม่เป็นห่วง) เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ พอกลับมาโตขึ้นมาหน่อย ก็เริ่มพยายามจำลองการต่อสู้เพื่อฝึกสัญชาตญาณการล่าและการเอาตัวรอด พอโตขึ้นมาอีกนิด ก็เริ่มฝึกเข้าฝูง ยอมปรับเปลี่ยนตัวตนเพื่อให้อยู่ร่วมและกลมกลืนกับเพื่อน ๆ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ
ผมมักจะคอยเตือนลูกเรื่อย ๆ ว่า ในวัยนี้ของเขา เขาจะถูกสัญชาตญาณจูงจมูกให้ทำอะไรบ้าง ชวินเคยหันมาถามผมว่า:
ชวิน: "ป๊า วัยต่อไปชวินจะเจออะไร?"
ผม: "วิ่งไล่ตามกระโปรงไง"
ชวิน: ... (ทำหน้าเจื่อน ๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย)
ฮอร์โมนแห่งความสำเร็จ
โดปามีน (Dopamine) เป็นหนึ่งใน 4 ฮอร์โมนแห่งความสุข แต่สำหรับผม มันคือ "ฮอร์โมนแห่งความสำเร็จ" เป็นฮอร์โมนที่จะหลั่งออกมาตอนที่เราได้รับการตอบสนองความอยาก การได้เติมเต็มกิเลสนั้นมันรู้สึกดีมาก ๆ นะครับ แต่ความอันตรายของมันคือ เราจะอยากได้มันมากขึ้นเรื่อย ๆ
โดปามีนจะถูกปล่อยออกมาเวลาเสพสารเสพติด, ออกกำลังกายหนัก ๆ, กินของหวานหรือของเผ็ด รวมไปถึงเวลาที่เราได้เคลียร์การแจ้งเตือน (Notifications) หรือขีดฆ่า To-Do List ก็เช่นกัน
บางครั้งโดปามีนก็มีประโยชน์ เช่น คอยขับเคลื่อนให้เราหยิบของหวานกินเพื่อสะสมพลังงาน หรือช่วยสร้างพฤติกรรมต่าง ๆ ตามสัญชาตญาณ แต่พอมันมีมากเกินไป มันก็จะทำให้เราควบคุมตัวเองได้ยากขึ้น
ทำไมถึงชอบตัวเองในวัยนี้?
ด้านที่ผมไม่ค่อยชอบของโดปามีน คือการที่มันชวนให้ผมใช้ชีวิตไปตามสัญชาตญาณ โดยไม่ค่อยได้ใช้สติคิดว่า ถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ตัวผมในอนาคตจะเป็นอย่างไร? มันเป็นฮอร์โมนที่ใจดีกับผมในปัจจุบันล้วน ๆ แต่ค่อนข้างใจร้ายกับผมในอนาคต เรียกว่ามันเป็นฮอร์โมนที่ชวนให้ผมนอนกินมันฝรั่งทอดดูทีวี แทนที่จะไปกินผักและอ่านหนังสือ ซึ่งอนาคตที่รออยู่จากการทำแบบนั้นมันไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่
จากประสบการณ์ตอนที่ผมพยายามเลิกพฤติกรรมเสพติดหลาย ๆ อย่าง เพราะไม่อยากถูกจูงจมูก แต่พบว่ามันป้องกันได้ยากเหลือเกินในสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน เพราะ Gamification ถูกนำมาใช้ในแทบทุกแอปพลิเคชันและทุกบริบท จนทำให้ชีวิตผมเหมือนหนูปั่นจักร เดี๋ยววิ่งจักรนี้เสร็จ ก็ต้องย้ายไปวิ่งจักรโน้นต่อ เพื่อเติมเต็มโดปามีนไปเรื่อย ๆ และต้องการโดสที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ
แต่พออายุมากขึ้น สัญชาตญาณที่เคยขับเคลื่อนความอยากต่าง ๆ เช่น อยากผจญภัยโดยไม่สนอันตรายเพราะคิดว่าเท่, อยากเข้าสังคมจนลืมตัวตน, หรืออยากมีคู่จะได้ไม่เหงาตามเทศกาล สัญญาณเหล่านี้มันค่อย ๆ เบาบางลง สิ่งที่ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาแทนที่คือ เสียงเล็ก ๆ ที่เกิดจากการลองผิดลองถูกมาตลอดชีวิต ทำให้ได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ได้รู้จักและเข้าใจตัวเองในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น
สิ่งที่ได้มาตามธรรมชาติหลังจากเราเริ่มห่างจากโดปามีน คือ Reflection (การตกผลึกทางความคิด) ได้นั่งพิจารณาเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตที่ผ่านมา ได้เห็นราคาที่ต้องจ่ายจากการเติมเต็มความอยาก ได้มองเห็นภาพอนาคตลาง ๆ ว่าชีวิตกำลังดำเนินไปในทิศทางไหน และได้ "เลือก" ว่าจะเก็บพฤติกรรมอะไรไว้ และควรจะปล่อยพฤติกรรมไหนทิ้งไป
We are what we do repeatedly
ผมจำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนบอกประโยคนี้กับผมไว้ แต่ในวันนี้ผมเชื่อประโยคนี้หมดใจเลยครับ เพราะพอได้รู้ว่าในทุก ๆ คืนที่เรานอนหลับ สมองจะสร้างและโยงใยประสาทขึ้นมาใหม่ เพื่อปรับตัวเราให้เหมาะกับสิ่งที่เราทำระหว่างวันมากขึ้น ทั้งทักษะและนิสัยต่าง ๆ ก็ถูกสร้างขึ้นมาในจังหวะนี้นี่เอง
พอสมองเว้นว่างจากโดปามีน มันก็เปิดพื้นที่ให้ฮอร์โมนความสุขตัวอื่น ๆ เริ่มเข้ามาทำงานบ้าง ไม่ว่าจะเป็น เอนดอร์ฟิน (Endorphins), เซโรโทนิน (Serotonin) และ ออกซิโทซิน (Oxytocin) พอบริหารและอยู่ร่วมกับฮอร์โมนเหล่านี้บ่อยเข้า ก็พบว่า ความสุขมันอยู่ใกล้ ๆ แค่ในลมหายใจของเราเอง ลองหายใจให้ทั่วท้อง แล้วยิ้มบาง ๆ แค่นี้เราก็สัมผัสกับความสุขเล็ก ๆ ได้แล้วครับ
ที่ผมเอาเรื่องนี้มาแบ่งปัน เพราะในแต่ละวันเราทุกคนต้องเจอทางเลือกมากมาย ใจดีกับตัวเองในปัจจุบันแล้ว อย่าลืมใจดีกับตัวเองในอนาคตด้วยนะครับ การใจดีกับตัวเองในปัจจุบันทำให้เรามีกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป ส่วนการใจดีกับตัวเองในอนาคตจะทำให้วันข้างหน้าของเราสดใส ผมคิดว่าทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญพอ ๆ กันครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง

