Risk Management: The Hard Test

Risk Management: The Hard Test

ท้ายหนังสือ Slack: Getting Past Burnout, Busywork, and the Myth of Total Efficiency ของ Tom DeMarco ได้ให้เทคนิคใหม่ในการจัดการความเสี่ยงกับผม ทอมสอนว่าในการทำงานยุคปัจจุบัน งานมีความเสี่ยงกระจายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งในความเสี่ยงนั้น เรามีโอกาสโชคดีและมีโอกาสโชคร้าย

การจัดการความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราทำแบบ Just-in-case หมายถึง กันไว้ก่อนเผื่อมันจะเกิดขึ้น เพราะถ้ารอให้มันเกิดแล้วค่อยทำแบบ Just-in-time มันมักจะไม่ทันการณ์แล้ว เช่น การทำ Security Test กันไว้ก่อนเผื่อระบบโดนเจาะ เป็นต้น

ทุก ๆ Just-in-case ล้วนมีค่าใช้จ่าย ซึ่งหมายถึงผลกำไรที่ลดลงจากการลงทุนบริหารความเสี่ยง หนังสือเล่าว่ารากของการบริหารความเสี่ยงนั้นเกิดขึ้นในโดเมน (Domain) ของธุรกิจประกัน คือถ้าเราเดาถูกก็จะได้กำไร แต่ถ้าเดาผิดก็ขาดทุน การบริหารความเสี่ยงจึงคือการปรับ Portfolio เพื่อให้เวลาเราเดาผิด เราจะขาดทุนน้อยลง โดยยอมให้กำไรลดลงหน่อยเมื่อเราเดาถูก

ในหนังสือปิดท้ายด้วย Test ยาก ๆ 9 ข้อ ที่เป็นตัวพิสูจน์ว่า งานที่เรากำลังทำอยู่มีการบริหารความเสี่ยงที่แท้จริงไหม ดังนี้ครับ

  1. มีรายการความเสี่ยงที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันไหม? มีความเสี่ยงระดับวิกฤตไหม หรือมีแค่ความเสี่ยงของผลลัพธ์ที่เรากลัว? รายการนี้ทุกคนที่ทำงานในโปรเจกต์ (Project) มองเห็นร่วมกันไหม? และในรายการมีความเสี่ยงมากพอที่จะแสดงว่ามีการวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างระมัดระวังแล้วหรือยัง?
  2. มีกลไกในการหาความเสี่ยงใหม่ ๆ ในพื้นที่ทำงานไหม? มันปลอดภัยพอที่พนักงานทุกคนจะส่งสัญญาณเตือนความเสี่ยงได้โดยไม่ต้องกลัวโดนตำหนิไหม?
  3. มีความเสี่ยงที่อันตรายและส่งผลกระทบรุนแรงอยู่ในรายการแล้วหรือยัง? เพราะความเสี่ยงประเภทนี้คือสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจมากที่สุด
  4. แต่ละความเสี่ยงมีการคำนวณตัวเลขความน่าจะเป็น, ค่าใช้จ่าย และผลกระทบต่อแผนงาน (Schedule) ไว้ไหม?
  5. แต่ละความเสี่ยงมีรายละเอียดระบุไว้หรือยังว่าสัญญาณอะไรกำลังบอกว่ามันเกิดขึ้นแล้ว? และแต่ละสัญญาณเหล่านั้นถูกจับตามองอยู่จริงไหม?
  6. มีคนคนเดียวที่รับผิดชอบกับความเสี่ยงนั้น ๆ อยู่ไหม? เพราะถ้ามีหลายคนร่วมกันจัดการความเสี่ยง สุดท้ายจะแปลว่าไม่มีใครจัดการเลย เนื่องจากทุกคนต่างทำ "งานจริง" บนโต๊ะของตัวเองอยู่
  7. ในบรรดางานที่แตกย่อยออกมา มีงานไหนไหมที่ไม่ต้องทำก็ได้? ถ้าไม่มีงานประเภทนี้อยู่เลย นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าไม่มีการบริหารความเสี่ยงในที่ทำงาน
  8. ภาพรวมของงาน มีการแยกแผนงาน (Schedule) กับเป้าหมาย (Goal) ออกจากกันไหม? ถ้า Schedule กับ Goal หน้าตาเหมือนกัน แสดงว่าไม่มีการบริหารความเสี่ยง วันที่เร็วที่สุดที่งานจะเสร็จได้อาจเป็น Goal ที่ดี แต่เป็น Schedule ที่แย่มากในมุมของการบริหารความเสี่ยง
  9. มีโอกาสพอสมควรที่งานจะเสร็จก่อนวันที่คาดไว้ไหม? (ประมาณ 20-30% ก่อนเวลา) ถ้าไม่มี... แผนงานนั้นก็คือเป้าหมาย (Goal) ไม่ใช่การประมาณการ (Estimation)

หนังสือบอกว่า เราต้องผ่านทั้ง 9 ข้อนี้ ถึงจะเรียกว่ามีการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ถ้าข้อไหนไม่ผ่าน ลองคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาเมื่อความเสี่ยงนั้นเกิดขึ้นจริง เราก็จะเข้าใจได้เองว่าทำไมแต่ละข้อถึงจำเป็น

หลังจากได้เรียนรู้เรื่องนี้ ผมเริ่มเรียนรู้ที่จะแยก Schedule กับ Goal ออกจากกัน ถ้าผมได้ยินว่างานนี้จะเสร็จวัน X ผมจะเริ่มถามหา Best Case และ Worst Case แล้วเอาไปใส่กราฟระฆังคว่ำ (Normal Distribution) เพื่อประเมินความเสี่ยง

ที่ผมเอาเรื่องนี้มาแบ่งปันเพราะ ทุกบาททุกสตางค์ที่ลงไปกับการบริหารความเสี่ยง คือผลกำไรที่หายไปขององค์กร ลงทุนเยอะไปก็จน แต่ถ้าลงทุนน้อยไป เวลาความเสี่ยงเกิดขึ้นจริงก็วุ่นวาย ยิ่งองค์กรรีด Performance ไว้ตึงเปรี้ยะแค่ไหน ความยืดหยุ่น (Slack) ที่จะใช้จัดการกับความเสี่ยงก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้นครับ

Read more

Distributed Decision Making

Distributed Decision Making

ในองค์กรใหญ่ ๆ อะไร ๆ ก็ช้าลงไปหมด และสิ่งที่ช้าที่สุดคือการตัดสินใจนี่แหละครับ การตัดสินใจกระจายอยู่ในทุก ๆ อณูขององค์กร องค์กรที่มีบรรยากาศสบาย ๆ ทุกคนรู้สึกปลอดภัย ใคร ๆ ก็จะกล้าตัดสินใจและกล้าออกความเห็น แต่พอองค์กรใหญ่

By Chokchai Phatharamalai
วิธีปรับเวลาการนอน

วิธีปรับเวลาการนอน

ผมเดินทางกลับมาจาก Conference ของ Berkeley ที่ซานฟรานซิสโก เครื่องลงที่สนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 22:30 น. กว่าจะถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืน ยังดีที่ขากลับไม่เหนื่อยเท่าขาไป เพราะลองซื้อหมอนรองคอจาก Duty Free ที่ซานฟรานซิสโกมาใช้ดู หมอนเป็นลายการ์ตูน มีรูปสะพาน

By Chokchai Phatharamalai
เร็วแค่ไหนก็ไร้ค่า ถ้าไปผิดทาง

เร็วแค่ไหนก็ไร้ค่า ถ้าไปผิดทาง

อีกบทเรียนที่ผมได้จากหนังสือ Slack: Getting Past Burnout, Busywork, and the Myth of Total Efficiency ของ Tom DeMarco คือ ทำไมองค์กรใหญ่ ๆ ถึงยึดมั่นกับ Efficiency กันนัก Efficiency คืออะไร? Efficiency แปลว่า "ประสิทธิภาพ" ยกตัวอย่างเช่น

By Chokchai Phatharamalai
กฎของจั๊วะ

กฎของจั๊วะ

ปีนี้ที่อายุ 44 ผม Reflect ตัวเอง และพบว่าหลักการใช้ชีวิตของผมได้มาจากหนังสือ The Seven Habits of Highly Effective People เยอะมาก ใน Habit ทั้ง 7 นี้จะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ผมไปศึกษามา แล้วค่อย ๆ เติมเข้าไปเพื่อทำให้ Habit นั

By Chokchai Phatharamalai