AI พาเราพุ่งชนความซับซ้อนเร็วขึ้น
AI ไม่ได้ทำให้ Software ง่ายขึ้น
มันแค่ทำให้เราเข้าสู่ช่วงที่ยากของ S-Curve เร็วขึ้น
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การเปิดตัวของ ChatGPT และเครื่องมืออย่าง GitHub Copilot
หลายคนเริ่มพูดเหมือนกันว่า
“ตอนนี้เขียน software ง่ายขึ้นมาก”
มันจริง…แต่ก็ไม่จริงทั้งหมด
AI ทำให้การ เขียนโค้ดเร็วขึ้นอย่างมหาศาล
แต่สิ่งที่หลายทีมเริ่มรู้สึกคือ
ระบบกลับ ยากขึ้นกว่าเดิม
เพื่อเข้าใจสิ่งนี้ เราต้องกลับไปดูกราฟหนึ่งที่ใช้กันมานานคือ คณิตศาสตร์ของ S-Curve (Logistic Curve)

S-Curve อธิบายว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ เติบโตอย่างไร
ช่วงแรก
การเติบโตช้ามาก
ช่วงกลาง
การเติบโตพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ช่วงท้าย
เริ่มอิ่มตัวและเติบโตช้าลง
แนวคิดนี้มาจากทฤษฎี Diffusion of Innovations ของ Everett Rogers
และมันไม่ได้ใช้แค่กับการยอมรับเทคโนโลยีของผู้ใช้เท่านั้น
มันใช้กับ ความซับซ้อนของระบบซอฟต์แวร์ ได้อีกด้วย
จุดที่ยากที่สุดของ S-Curve
สิ่งที่น่าสนใจคือ
จุดที่ ยากที่สุด ไม่ใช่ตอนเริ่มต้น
แต่มันคือ ช่วงกลางของ S-Curve
ช่วงที่ระบบเริ่มเติบโตเร็วที่สุด
ตอนเริ่มต้น
- ระบบยังเล็ก
- ทีมยังเล็ก
- feature ยังไม่เยอะ
- architecture ยัง simple
ตัวอย่างเช่น
monolith
1 database
few APIs
ทุกอย่างดูง่าย
ยกเว้นบางที่ ที่เริ่มจาก “Service-based” architecture แต่คิดว่ากำลังทำ Microservices
แต่เมื่อ product เริ่มโต
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
- user เพิ่มขึ้น
- feature เพิ่มขึ้น
- สมาชิกของ team เพิ่มขึ้น
- integration เพิ่มขึ้น
ระบบเริ่มต้องมี
- distributed services
- caching
- message queues
- observability
- data pipelines
และไม่ทันไร
ระบบที่เคยง่าย กลายเป็น สัตว์ประหลาดที่ซับซ้อน
นี่คือช่วงที่หลายทีมเรียกกันเล่น ๆ ว่า
The “Oh shit” phase

AI ทำให้เราวิ่งเข้าสู่ช่วงนี้เร็วขึ้น
ก่อนยุค AI
ความเร็วในการสร้าง features ถูกจำกัดด้วย human bandwidth
แต่หลังจากมี AI
developer สามารถ
- generate code
- scaffold project
- เขียน integration
- ทดลอง idea ใหม่
ได้เร็วกว่าเดิมมาก
ผลลัพธ์คือ
feature explosion
และเมื่อ feature เพิ่มขึ้นเร็ว
สิ่งที่ตามมาคือ
integration explosion
และสุดท้าย
system complexity explosion
AI ลด cost ของการเขียน code
แต่ไม่ได้ลด cost ของการเข้าใจระบบ
ปัญหาที่ AI ไม่ได้แก้
AI ช่วยเขียน
- function
- class
- API
ได้ดีขึ้น
แต่สิ่งที่ยังยากเหมือนเดิมคือ
- architecture decision
- domain modeling
- distributed system design
- data consistency
- long-term maintainability
ถ้าปัญหาที่เราเจอต้องใช้สิ่งเหล่านี้ในการแก้ปัญหาจริง ๆ นั่นคือสิ่งที่ Fred Brooks เรียกว่า
Essential Complexity
ในบทความคลาสสิก
No Silver Bullet
ซึ่งหมายถึง
ความซับซ้อนที่ไม่สามารถกำจัดได้
AI อาจช่วยลด accidental complexity (หรือจริงๆอาจจะเพิ่มด้วยซ้ำในบางกรณี)
แต่ essential complexity ยังคงอยู่
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ developers
AI ไม่ได้แทน developer
แต่มันกำลัง เปลี่ยน distribution ของ skill ที่มีค่า
developer ที่โฟกัสแค่ writing code อาจเริ่มถูกแทนที่
แต่ developer ที่เก่งเรื่อง
system thinking
architecture
problem framing
กลับมี leverage มากขึ้น
เพราะเมื่อ code ถูกสร้างได้ง่าย
สิ่งที่สำคัญขึ้นคือการตัดสินใจว่าเราควรสร้างอะไร
สุดท้ายแล้ว AI ไม่ได้เปลี่ยนความจริงพื้นฐานของ software engineering
เครื่องมือใหม่ทุกยุค
ทำให้การสร้างสิ่งต่าง ๆ ง่ายขึ้น
แต่เมื่อการสร้างง่ายขึ้น
มนุษย์จะสร้าง ระบบที่ใหญ่ขึ้น
และเมื่อระบบใหญ่ขึ้น
ความซับซ้อนก็จะกลับมาในระดับที่สูงกว่าเดิม
AI ก็ไม่ต่างกัน
มันไม่ได้ทำให้ software engineering ง่ายขึ้น
มันแค่ทำให้เรา
ไปถึงความซับซ้อนระดับถัดไปเร็วขึ้น
และในโลกที่ AI สามารถเขียนโค้ดได้
ทักษะที่มีค่าที่สุดของ developer
อาจไม่ใช่การเขียนโค้ดอีกต่อไป
แต่คือ
การเข้าใจว่า “ไม่ควรสร้างอะไร”
AI makes code cheap.
But understanding systems
is becoming the most expensive skill
in software engineering.
หากบทความนี้มีประโยชน์
คุณสามารถติดตาม Late Night with Uncle Quin ได้ทาง
ที่ที่เราคุยกันเรื่อง software, engineering mindset และอนาคตของ developer
แบบไม่ต้องใส่สูท
แต่ใส่ความจริงของวงการเข้าไปเต็ม ๆ